เนื่องจากที่ผ่านทำวิจัยประวัติศาสตร์ในรายวิชาหนึ่ง ซึ่งเรื่องที่ทำวิจัยก็คือ บทบาทของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรือวังหน้า ในสมัยรัตนโกสินทร์ ทำให้มีโอกาสไปศึกษาหาข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการทำวิจัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคลมาก่อน จึงมีหลักฐานที่เหลืออยู่ และทำให้มีโอกาสไปค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ซึ่งจากการไปพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นอกจากจะได้รับข้อมูลในการทำวิจัยแล้ว ยังด้านรับความรู้ประวัติศาสตร์ในเรื่องอื่นๆ อีกด้วย จึงอยากจะแนะสถานที่นี้ให้ทุกคนได้รู้จักกัน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครประวัติความเป็นมาพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นับเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับประชาชนแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่่อ พ.ศ. 2402 แต่เดิมเป็น "พระราชวังบวรสถานมงคล" หรือวังหน้าซึ่งประกอบด้วยพระที่นั่งและตำหนักอันเป็นสถานปัตยกรรมไทยที่งดงามอีกแห่งหนึ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงจัดตั้งพิพิภัณฑ์ ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุ ศิลปะวัตถุ ซึ่งเป็นเครื่องราชบรรณาการต่างๆ นับว่าเป็นบ่อเกิดของพิพิธภัณฑ์ในสมัยต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง "มิวเซียม" ณ ศาลาสหหัยทัยสมาคม หรือหอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้ประชาชนเข้าชมเป็นครั้งแรกเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมายุครบ 21 พรรษา เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 ครั้งต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2430 กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ทิวงคต จึงได้มีประกาศยกเลิกตำแหน่งวังหน้า ทำให้สถานที่ในพระราชวังบวรสถานมงคลว่างลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายพิพิธภัณฑสถานจากหอคองคอเดีย ไปจัดแสดงที่พระราชวังบวรสถานมงคลเฉพาะด้านหน้า 3 องค์ โดยใช้พระที่นั่งด้านหน้า คือ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย เรียกว่า "พิพิธภัณฑ์วังหน้า" ต่อมาในปี พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชมณเฑียรในพระราชวังบวรสถานมงคลทั้งหมดให้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครขึ้น และได้จัดพระที่นั่งศิวโมกขพิมานให้เป็นสถานที่จัดแสดง ศิลาจารึก คัมภีร์ใบลาน สมุดไทย ตำราโบราณ เรียกว่าหอสมุดวชิรญาณ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2469 เนื่องในวันเฉลิมพระชนพรรษา ต่อมาประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลได้จัดตั้งกรมศิลปากรขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2476 พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร จึงได้เข้าสังกัดกับกรมศิลปากร และได้ประกาศเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เมื่อ พ.ศ. 2477 ในปี พ.ศ. 2510 ได้สร้างอาคารเพิ่มขึ้นอีก 2 หลัง คือ อาคารรมหาสุรสิงหนาท ปัจจุบันจัดแสดงความเป็นมา ศิลปะวัตถุ โบราณวัตถุในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และในยุคประวัติศาสตร์ตั้งแต่อาณาจักรทวาราวดี ศรีวิชัย ลพบุรี ตลอดจนอิทธิพลอารยธรรมอินเดียสมัยก่อนพ.ศ. 1800 และอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ ปัจจุบันจัดแสดงศิลปวัตถุจากอาณาจักรล้านนา สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ตลอดจนจัดแสดงงานประณีตศิลป์ของกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แบ่งการจัดแสดง ออกเป็น 3 หัวเรื่องใหญ่ๆ คือ 1.ประวัติศาสตร์ชาติไทย จัดแสดงในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน 2.ประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีในประเทศไทย จัดแสดงตามยุคสมัย คือ สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จัดแสดงในอาคารส่วนหลัง ของ พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน สมัยประวัติศาสตร์ จัดแสดงในอาคารใหม่ 2 หลัง ที่สร้างขนาบสองข้างของหมู่วิมานเมื่อ พ.ศ. 2510 โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ สมัยก่อนพุทธศักราช 1800 ได้แก่ สมัยทวารวดี สมัยศรีวิชัย และสมัยลพบุรีจัดแสดงในอาคารมหาสุรสิงหนาท และส่วนที่ 2 คือ สมัยหลังพุทธศักราช 1800 เป็นต้นมา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์จัดแสดงในอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ |
3.ประณีตศิลป์และชาติพันธุ์วิทยา จัดแสดงในหมู่พระวิมาน คือ พระที่นั่งวสันตพิมาน พระที่นั่งวายุสถานอมเรศ และพระที่นั่งพรหมเมศธาดา ศิลปโบราณวัตถุที่จัดแสดง ได้แก่ เครื่องทอง เครื่องถม เครื่องมุก เครื่องดนตรี เครื่องไม้จำหลัก ผ้าโบราณ เครื่องถ้วย เครื่องสูง ราชยานคานหาม อาวุธโบราณ เครื่องใช้ในพิธีพระพุทธศาสนา และอัฐบริขารของสงฆ์ และเครื่องการละเล่นต่างๆ เช่น หัวโขน หุ่นกระบอก หุ่นเล็ก และหนังใหญ่ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีราชรถที่ใช้ในกระบวนแห่พระบรมศพ คือ พระมหาพิชัยราชรถ เวชยันตรราชรถ ราชรถน้อย และเครื่องประกอบการพระราชพิธีต่างๆ ที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ จัดแสดงในอาคารโรงราชรถ
นอกจากศิลปะโบราณวัตถุแล้ว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ยังมี โบราณสถาน คือ พระที่นั่ง และ พระตำหนักบางองค์ ที่เป็นตัวอย่างของ งานสถาปัตยกรรมไทยที่งดงาม เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ภายในพระที่นั่งประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และมีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามยิ่ง พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ ที่ประทับ ของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระตำหนักแดง ที่ประทับ ของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีในรัชกาลที่ 2 รวมไปถึง พระที่นั่งขนาดย่อม และศาลาทรงไทยในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ศาลาสรง ศาลาสำราญมุขมาตย์ พระที่นั่งมังคลาภิเษก และ พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศนัย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ยังคงมีเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมไทย ที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน
บริการฝ่ายบริการการศึกษา
บริการนำชมเป็นหมู่คณะ โดยการนัดหมาย
บริการสื่อโสตทัศนศึกษา โดยการนัดหมาย
บริการให้ยืมนิทรรศการหมุนเวียน โดยการนัดหมาย
บริการให้ยืมภาพถ่าย โดยการนัดหมาย
บริการห้องสมุด วันเสาร์ - อาทิตย์ หรือโดยการนัดหมาย
บริการนำชมภาษาต่างประเทศ โดยกลุ่มสตรีอาสาสมัคร
• ภาษาอังกฤษ
นำชมเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะไทยและพระพุทธศาสนา ทุกวันพุธ และพฤหัสบดี เวลา 9.30 น.
• ภาษาฝรั่งเศส
นำชมเรื่องศิลปะก่อนไทยและศิลปะไทย ทุกวันพุธ และพฤหัสบดี เวลา 9.30 น.
• ภาษาเยอรมัน
นำชมเรื่องศิลปะและวัฒนธรรมไทย ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 9.30 น.
• ภาษาญี่ปุ่น
นำชมเรื่องวัฒนธรรมไทย, เครื่องถ้วย และพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ ทุกวันพุธ สัปดาห์ที่ 1 และ 2 ของเดือน เวลา 9.30 น.
นำชมเรื่องศิลปะก่อนไทยและศิลปะไทย ทุกวันพุธ สัปดาห์ที่ 3 และ 4 ของเดือน เวลา 9.30 น.
อัตราค่าเข้าชม
• บัตรปลีก คนไทย 30 บาท ชาวต่างประเทศ 200 บาท
• บัตรรวม คนไทย 60 บาท ชาวต่างประเทศ 350 บาท
** บัตรรวมสามารเข้าชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์
• เข้าชมโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม นักเรียน นักศึกษาในเครื่องแบบ ภิกษะ สามเณร และนักบวชในศาสนาต่างๆ
การเดินทาง
• รถประจำทาง : 3 6 9 15 19 30 32 33 39 43 47 53 59 60 65 70 80 82 91 123 201 203
• รถปรับอากาศ : 1 8 25 506 507 512 สาย38 39 82
• ท่าเรือ : เรือด่วนเจ้าพระยาลงที่ ท่าช้าง
ติดต่อ
ถ.หน้าพระธาตุ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทรศัพท์ : 02-224-1370 โทรสาร : 02-224-9911
ฝ่ายบริการการศึกษา : 02-224-1333 โทรสาร : 02-224-1404
ฝ่ายวิชาการ : 02-224-1402 โทรสาร : 02-224-1402
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ถือได้ว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ทางสังคมศึกษาที่มีความสำคัญอีกแหล่งหนึ่ง และยังเป็นแหล่งรู้นอกห้องเรียนที่มีประโยชน์ไม่แพ้กับการเรียนจากห้องเรียนเลยก็ว่าได้ เพราะว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นแหล่งที่มีรวบรวมและจัดแสดงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุ สถาปัตยกรรม ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยประวัติ์ศาสตร์ รัฐโบราณต่างๆ อาคารโบราณสถานของพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าข้อมูล เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ทำให้คนที่เข้ามาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ได้เรียนรู้วิวัฒนาการของมนุษย์จากอดีตสู่ปัจจุบันของคนสมัยก่อน ได้เห็นคุณค่าของโบราณวัตถุต่างๆ มากมาย นอกจากจะเป็นเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ดีแล้ว ยังเป็นแหล่งข้อมูลหลักฐานชั้นต้นที่มีคุณค่าอย่างยิ่งกับงานวิจัยทางประวัติศาสตร์อีกด้วย และการท่องเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ยังเป็นการฝึกให้เราได้รู้จักคิดวิเคราะห์ เพราะว่าการเรียนวิชาประวัติศาสตร์จะต้องมีการวิเคราะห์ ประเมินคุณค่า และวิพากษ์หลักฐานด้วย
จะเห็นได้ว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นแหล่งเรียนรู้ทางสังคมศึกษา ที่สามารถนำไปบูรณากับการเรียนการสอนในรายวิชาประวัติศาสตร์ได้ และที่สำคัญเป็นแหล่งรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญเหมาะสมสำหรับทุกคนที่ต้องการศึกษาเรื่องราวในประวัติศาสตร์ เพราะจะทำให้รู้จักเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มากมาย จึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนลองไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครสักครั้งนะคะ แล้วคุณจะไม่ผิดหวัง
ผู้เขียนมีความรู้เกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ดีมาก และข้อมูลที่อยู่ในบทความครบถ้วน แต่ดิฉันพบอุปสรรคอยู่อย่างหนึ่งคือตัวหนังสือมีขนาดเล็กเกินไป เมื่อมีเนื้อหาจำนวนมากควรหลีกเลี่ยงการใช้ตัวอักษรสีเดียวกันทั้งหมด เพราะจากเรื่องที่น่าสนใจมีประโยชน์จะทำให้เป็นเรื่องที่อ่านยาก เข้าใจยาก
ตอบลบพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มีคุณค่าทางวัฒนธรรมอันสูงส่ง ซึ่งผู้เขียนควรให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการอนุรักษ์ สถานที่เหล่านี้และ วิธีการเรียนรู้ที่ถูกต้องโดยไม่ทำลายความเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่